KM ด้านการวิจัย 2568
2568 สรุปประเด็นความรู้ด้านวิจัย เรื่อง “ประสบการณ์และแนวปฏิบัติจากงานบริการวิชาการ โครงการ สสส. สู่การผลิตผลงานวิชาการทางนิเทศศาสตร์” ปีการศึกษา 2568 คณะนิเทศศาสตร์ จัดโครงการ ประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ด้านการวิจัย เรื่อง “ประสบการณ์และแนวปฏิบัติจากงานบริการวิชาการ โครงการ สสส. สู่การผลิตผลงานวิชาการทางนิเทศศาสตร์”ระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2568 – เมษายน 2569 ณ ห้องประชุม PR Event คณะนิเทศศาสตร์ ชั้น 11 อาคารเกษมนครา มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต ร่มเกล้า
สรุปประเด็นความรู้ที่สำคัญ ดังนี้
1.การต่อยอดประสบการณ์จากโครงการรู้เท่าทันพนันออนไลน์และบุหรี่ไฟฟ้าสู่การสร้างประเด็นวิจัยทางนิเทศศาสตร์ เป็นการพัฒนางานบริการวิชาการสู่การสร้างผลงานวิชาการจึงต้องอาศัยการวางแผนตั้งแต่เริ่มงานโครงการเพื่อวิเคราะห์บริบท จับประเด็นที่สนใจจะนำไปต่อยอด หรือถอดบทเรียน
2. แนวทางการเก็บข้อมูลและถอดบทเรียนจากกิจกรรมรณรงค์เพื่อพัฒนางานวิจัยและบทความวิชาการกำหนดตัวชี้วัดด้านการสื่อสารและพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการศึกษาให้ชัดเจน เพื่อให้มีตัวแปร หรือประเด็นที่จะถอดบทเรียนสอดคล้องกับปัญหา ข้อสงสัยที่ต้องการรู้ ผ่านการกำหนดหัวข้อ/ชื่อเรื่องวัตถุประสงค์การศึกษา สมมติฐาน/ข้อสันนิษฐานที่จะนำมาศึกษา และควรออกแบบวิธีการเก็บข้อมูลตั้งแต่เริ่มโครงการ โดยอาจสังเกตพฤติกรรมกลุ่มเป้าหมายแต่ละกลุ่มที่มีส่วนร่วมในโครงการร่วมด้วยและวิเคราะห์ว่าจะนำกรอบแนวคิด ทฤษฎีอะไรมาใช้ในการศึกษาและศึกษาประเด็น/ตัวแปรใดได้บ้าง
3. การออกแบบงานวิจัยการสื่อสารแบบมีส่วนร่วมจากโครงการบริการวิชาการ จากที่ทำ Workshop หรือกิจกรรมบริการวิชาการ จะเกี่ยวข้องกับการมีส่วนร่วมของกลุ่มต่างๆ อาทิ อาจารย์-นักศึกษาร่วมเขียนบทและออกแบบการแสดงละครรณรงค์ปัจจัยเสี่ยง หรือการที่นักศึกษาสาขาภาพยนตร์ เข้าร่วมกิจกรรม Workshop เพื่อทำความเข้าใจกับประเด็นปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลกระทบต่อเยาวชนในสังคม และแนวทางการผลิตหนังสั้นเพื่อรณรงค์ สามารถนำมาเป็นแนวทางกำหนดประเด็น/หัวข้อที่จะต่อยอดเป็นงานวิจัย หรือบทความวิชาการได้ เช่น บทบาทของนักศึกษาในการออกแบบการแสดงละครเพื่อรณรงค์ลดพนันออนไลน์, การเรียนรู้ปัจจัยเสี่ยงของเยาวชนผ่านการมีส่วนร่วมผลิตหนังสั้นรณรงค์ปัจจัยเสี่ยงพนันออนไลน์และบุหรี่ไฟฟ้าทั้งนี้งานวิจัยแบบมีส่วนร่วมมีหลายวิธีการในการเก็บหรือศึกษาข้อมูล เช่น สังเกต สัมภาษณ์ ถอดบทเรียนร่วมกัน
4. แนวทางการพัฒนาบทความวิชาการและบทความวิจัยจากโครงการ สสส. กำหนดโครงร่างของบทความ หรือ งานวิจัยตามรูปแบบทางวิชาการ และนำข้อมูลที่วางแผนไว้มาเขียน โดยควรมีประเด็นปัญหา หรือคำถามวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน ทั้งนี้ข้อมูลเพื่อนำมาเขียนสามารถนำมาจากการถอดบทเรียนการเชื่อมโยงประสบการณ์ภาคสนามในงานบริการวิชาการที่ได้ทำกับทฤษฎีนิเทศศาสตร์ หรือแนวคิด ทฤษฎีอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยประเด็นอาทิ บันทึกจากงานบริการวิชาการ การสะท้อนคิดสิ่งที่ได้ สิ่งที่ต้องการพัฒนาต่อ, การวิเคราะห์สื่อรณรงค์สามารถต่อยอดเป็นงานวิจัยได้ โดยเป้าหมายคือควรสะท้อนให้เห็นว่างานบริการวิชาการสามารถสร้าง Impact ต่อวงวิชาการได้ เช่น บทความวิชาการเรื่อง การประยุกต์ใช้ละครเร่เพื่อรณรงค์ลดปัจจัยเสี่ยงของนักศึกษาที่เรียนสื่อสารการแสดง, รายการโทรทัศน์ออนไลน์เพื่อสร้างการตระหนักรู้พิษภัยบุหรี่ไฟฟ้า, กระบวนการผลิตภาพยนตร์ชุดขนาดสั้นในสไตล์ Mini – Series เพื่อรณรงค์ลดปัจจัยเสี่ยงพนันออนไลน์และบุหรี่ไฟฟ้า เป็นต้น
5. การถอดบทเรียนหลังจบกิจกรรมเป็นขั้นตอนสำคัญของการสร้างองค์ความรู้การสรุปบทเรียนทันทีหลังดำเนินกิจกรรมช่วยรักษารายละเอียดของประสบการณ์ลดการสูญเสียข้อมูลและเอื้อต่อการสังเคราะห์เป็นแนวปฏิบัติ ที่สามารถถ่ายทอดต่อได้
6. การสื่อสารแบบมีส่วนร่วมทำให้ข้อมูลวิจัยสะท้อนบริบทจริง เพราะการเปิดโอกาสให้ชุมชน เยาวชน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องร่วมคิด ร่วมออกแบบ และร่วมประเมินผล ทำให้เกิดข้อมูลที่ลึกซึ้งสอดคล้องกับความต้องการของพื้นที่ และนำไปพัฒนางานวิจัยเชิงสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
7. การเชื่อมโยงข้อมูลภาคสนามกับทฤษฎีช่วยเพิ่มคุณค่าทางวิชาการ การอธิบายผลจากประสบการณ์จริงด้วยกรอบแนวคิดหรือทฤษฎีด้านนิเทศศาสตร์ ทำให้งานวิจัยมีความเข้มแข็งสามารถอธิบายปรากฏการณ์และสร้างองค์ความรู้ใหม่ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
8. ผลงานวิจัยควรถูกนำกลับไปใช้ประโยชน์ต่อชุมชนและสังคม คุณค่าของงานวิจัยไม่ได้สิ้นสุดที่การตีพิมพ์ แต่ควรนำผลการศึกษาไปพัฒนากิจกรรม สื่อ หรือแนวทางดำเนินงานในพื้นที่เพื่อให้เกิดผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมอย่างยั่งยืน
9. การทำงานเป็นทีมช่วยยกระดับคุณภาพผลงานวิชาการ การแบ่งบทบาทตามความเชี่ยวชาญ เช่น การเก็บข้อมูล การวิเคราะห์ การเขียน และการตรวจทาน ทำให้การผลิตบทความวิจัยมีประสิทธิภาพและลดข้อผิดพลาดในการดำเนินงาน
10. การเปลี่ยนงานบริการวิชาการให้เป็นองค์ความรู้และผลงานวิชาการ อาศัย 4 กระบวนการหลัก ได้แก่ การวางแผนการวิจัยและการเก็บข้อมูลตั้งแต่ต้น, การดำเนินงานแบบมีส่วนร่วมกับชุมชนและนักศึกษา, การสังเคราะห์และถอดบทเรียนอย่างเป็นระบบ, การเผยแพร่และนำผลการวิจัยกลับไปพัฒนาการเรียนการสอน ชุมชน และสังคม





