KM ด้านการเรียนการสอน 2568

2568 สรุปประเด็นความรู้ด้านการเรียนการสอน เรื่อง “การสอน การวัดและประเมินผลเพื่อสร้างการเรียนรู้ตาม PLOs และ CLOs ของหลักสูตร”
ปีการศึกษา 2568 คณะนิเทศศาสตร์ จัดโครงการ ประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ด้านการเรียนการสอน/ผลิตบัณฑิต เรื่อง “การสอน การวัดและประเมินผลเพื่อสร้างการเรียนรู้ตาม PLOs และCLOsของหลักสูตร” ระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2568 – เมษายน 2569 ณ ห้องประชุม PR Event คณะนิเทศศาสตร์ ชั้น 11 อาคารเกษมนครา มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต ร่มเกล้า สรุปประเด็นความรู้ที่สำคัญ ดังนี้

1. การออกแบบการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพควรเริ่มจากการกำหนดว่าผู้เรียนต้อง “ทำอะไรได้” เมื่อจบรายวิชาแล้วจึงออกแบบเนื้อหา กิจกรรม และการประเมินให้สนับสนุนผลลัพธ์นั้นอย่างเป็นระบบ (Backward Design) โดยวิเคราะห์ความเชื่อมโยงระหว่าง PLOs และ CLOs ก่อนจัดทำ มคอ.3
ตรวจสอบว่าทุกกิจกรรมสนับสนุนผลลัพธ์การเรียนรู้ที่กำหนดไว้

2. CLOs ควรเขียนเป็นคำกริยาที่สังเกตและประเมินได้ CLOs ไม่ควรเป็นเพียงหัวข้อเนื้อหาที่จะสอนแต่ควรระบุพฤติกรรมหรือสมรรถนะที่ผู้เรียนสามารถแสดงออกได้จริง เช่น วิเคราะห์ ออกแบบ ผลิต ประเมิน หรือนำไปใช้ โดยใช้คำกริยาตาม Bloom's Taxonomy หลีกเลี่ยงคำที่วัดผลไม่ได้ เช่น “เข้าใจ” เพียงอย่างเดียว

3. กิจกรรมการเรียนรู้ต้องสอดคล้องกับผลลัพธ์การเรียนรู้ทุกกิจกรรมในรายวิชาควรมีเหตุผลรองรับว่าช่วยพัฒนาผู้เรียนให้บรรลุ CLO ใด เพื่อให้ผู้เรียนเห็นคุณค่าของกิจกรรมและเกิดแรงจูงใจในการเรียนควรสร้าง CLO Mapping ระหว่างกิจกรรมกับผลลัพธ์ ลดกิจกรรมที่ไม่ตอบโจทย์ผลลัพธ์การเรียนรู้

4. การเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติช่วยสร้างสมรรถนะได้ดีกว่าการบรรยาย บางรายวิชาควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ฝึกปฏิบัติ ทดลอง สร้างผลงาน และแก้ปัญหาจริง เพราะช่วยพัฒนาทั้งความรู้ ทักษะ และประสบการณ์วิชาชีพ หรือใช้แนวทาง Learning by Doing, Workshop, Studio-based Learning, Production Practice.

5. Active Learning ทำให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมและเรียนรู้อย่างมีความหมาย โดยใช้วิธีการเรียนรู้แบบ Active Learning ช่วยให้ผู้เรียนคิด วิเคราะห์ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองมากกว่าการรับข้อมูลจากผู้สอนเพียงฝ่ายเดียว เช่น Discussion, Think-Pair-Share, Flipped Classroom, Interactive Classroom

6. การใช้โจทย์จริงและโครงงานช่วยเชื่อมโยงทฤษฎีกับวิชาชีพ การเรียนรู้ผ่าน Project-based Learning, Problem-based Learning, Case Study และสถานการณ์จำลองทำให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้กับบริบทการทำงานจริง เช่น ใช้โจทย์จากองค์กร, วิเคราะห์กรณีศึกษา, ผลิตผลงานเพื่อชุมชนหรือจากผู้ประกอบการจริง

7. การจัดการเรียนรู้ควรยืดหยุ่นและรองรับความแตกต่างของผู้เรียน ผู้เรียนมีพื้นฐาน ความสนใจ และรูปแบบการเรียนรู้แตกต่างกันจึงควรใช้วิธีการเรียนรู้ที่หลากหลายและเปิดโอกาสให้ผู้เรียนเลือกแนวทางการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับตนเอง เช่น ใช้วิดีโอ, กิจกรรมกลุ่ม, งานเดี่ยว, การเรียนรู้ด้วยตนเอง เป็นต้น

8. ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI เป็นเครื่องมือสนับสนุนการเรียนรู้ ไม่ใช่เป้าหมายของการเรียน การใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลต่าง ๆ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้ การติดตามผล และการสร้างปฏิสัมพันธ์เน้นใช้อย่างเหมาะสมและคำนึงถึงจริยธรรม เช่น ใช้ AI เพื่อช่วยค้นคว้าและสร้างไอเดีย

9. การประเมินผลควรวัดความสามารถในการปฏิบัติจริง การประเมินแบบ OBE ควรสะท้อนว่าผู้เรียนสามารถปฏิบัติหรือสร้างผลงานได้จริง มากกว่าการวัดเพียงความจำจากข้อสอบสามารถประเมินได้หลากหลายวิธี เช่น Portfolio, Performance Assessment, Presentation, Test.

10. การประเมินที่มีคุณภาพต้องหลากหลาย โปร่งใส และมีข้อมูลย้อนกลับการใช้ Rubric ร่วมกับการประเมินระหว่างเรียน การประเมินปลายภาค การให้ Feedback และ Peer Assessment ช่วยให้ผู้เรียนเห็นพัฒนาการของตนเองและสามารถปรับปรุงได้อย่างต่อเนื่อง โดยควรแจ้งเกณฑ์ Rubric ก่อนเรียนให้ Feedback ระหว่างทำงานเปิดโอกาสให้ประเมินตนเองและประเมินเพื่อน

11. การพัฒนาผู้เรียนต้องครอบคลุมทั้งความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะการจัดการเรียนรู้ควรมุ่งพัฒนาผู้เรียนอย่างสมดุล ทั้งด้านความรู้ (Knowledge) ทักษะ (Skills)
และคุณลักษณะ (Attitude) รวมถึงคุณธรรม จริยธรรม และความรับผิดชอบต่อวิชาชีพ เช่น บูรณาการจริยธรรมในทุกกิจกรรม, ประเมินพฤติกรรมการทำงานร่วมกัน, ส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคม

12. การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างอาจารย์เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาคุณภาพการสอน การทำ KM อย่างต่อเนื่องช่วยให้ผู้สอนได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ สะท้อนปัญหา และร่วมกันพัฒนาแนวปฏิบัติที่ดีซึ่งนำไปสู่การยกระดับคุณภาพการเรียนการสอนของหลักสูตรทั้งระบบ

13. เมื่อสังเคราะห์ทั้ง 5 กิจกรรม KM พบว่า หัวใจสำคัญของการจัดการเรียนการสอนแบบ OBE ประกอบด้วย 4 มิติที่เชื่อมโยงกัน ได้แก่ ออกแบบจากผลลัพธ์การเรียนรู้ (Outcome-Based Design) ให้ทุกองค์ประกอบของรายวิชาสอดคล้องกับ PLOs และ CLOs จัดการเรียนรู้แบบผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Student-Centered & Active Learning) โดยเน้นการลงมือปฏิบัติและการเชื่อมโยงกับสถานการณ์จริง ประเมินจากสมรรถนะที่ผู้เรียนแสดงออก (Competency-Based Assessment) ด้วยเครื่องมือที่หลากหลาย โปร่งใส และมีข้อมูลย้อนกลับ พัฒนาผู้สอนผ่านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Continuous Professional Learning) เพื่อสร้างแนวปฏิบัติที่ดีและยกระดับคุณภาพการจัดการเรียนการสอนอย่างต่อเนื่อง